ผู้บริหารกำหนดขอบเขตและ จัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO)

5 เรื่องที่หลายองค์กรยังไม่รู้เกี่ยวกับการจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO)

หลายองค์กรเข้าใจว่าการจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) คือการรวบรวมข้อมูลการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซ และของเสีย แล้วนำมาคำนวณเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหน่วย tCO₂e แต่เมื่อเริ่มจัดทำจริง องค์กรมักพบว่า “การคำนวณ” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเท่านั้น

ความท้าทายที่สำคัญกว่าคือ การกำหนดขอบเขตให้ถูกต้อง การตัดสินใจว่าข้อมูลใดควรรวม การประเมินคุณภาพของข้อมูล การเลือกวิธีคำนวณและ Emission Factor ตลอดจนการจัดเก็บหลักฐานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ดังนั้น การจัดทำ CFO ที่มีคุณภาพจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ได้ตัวเลข Carbon Footprint แต่ต้องทำให้ ตัวเลขนั้นมีที่มา มีหลักเกณฑ์ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ต่อไปนี้คือ 5 ประเด็นสำคัญที่องค์กรควรทำความเข้าใจก่อนเริ่มจัดทำ CFO

1. แค่กำหนด Scope 1, 2, 3 ยังไม่พอ — ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรอยู่ใน Boundary”

ก่อนเริ่มรวบรวมข้อมูล องค์กรต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “กิจกรรมและหน่วยงานใดอยู่ภายใต้ขอบเขตของการจัดทำ Carbon Footprint” เนื่องจากองค์กรหนึ่งอาจมีทั้งสำนักงานใหญ่ โรงงาน คลังสินค้า สาขา อาคารเช่า รถขนส่ง บริษัทลูก หรือกิจการร่วมค้า ซึ่งแต่ละส่วนอาจมีรูปแบบการถือครองและการควบคุมการดำเนินงานแตกต่างกัน

ดังนั้น การจัดทำ CFO จึงควรเริ่มจากการกำหนด Organizational Boundary และ Operational Boundary ให้ชัดเจน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บข้อมูล

ตัวอย่างประเด็นที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  • หน่วยงานหรือสถานประกอบการใดอยู่ภายใต้ขอบเขตขององค์กร
  • องค์กรมีสิทธิในการควบคุมการดำเนินงานของกิจกรรมนั้นหรือไม่
  • กิจกรรมที่ดำเนินการโดยผู้รับจ้างภายนอกควรพิจารณาอย่างไร
  • อาคารหรือพื้นที่เช่ามีการควบคุมการใช้พลังงานโดยใคร
  • บริษัทลูกหรือกิจการร่วมค้าควรรวมอยู่ใน Inventory หรือไม่

ประเด็นเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อสิ่งที่องค์กรต้องนำมาคำนวณ หากกำหนด Boundary ไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ต่อให้ Activity Data, Emission Factor และสูตรคำนวณถูกต้อง ผลลัพธ์สุดท้ายก็อาจไม่สะท้อนกิจกรรมขององค์กรตามขอบเขตที่กำหนดไว้

นี่คือเหตุผลที่ Boundary Error สามารถส่งผลต่อ CFO ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มคำนวณ หากกำหนด Boundary ผิด ต่อให้สูตรคำนวณและ Emission Factor ถูกต้อง ผลลัพธ์สุดท้ายก็อาจไม่สะท้อนกิจกรรมขององค์กรตามขอบเขตที่กำหนดไว้

2. ข้อมูลที่ “มี” ไม่ได้แปลว่าเป็นข้อมูลที่ “เหมาะสม”

แดชบอร์ดแสดงผล Data Quality สำหรับการจัดทำ Carbon Footprint for Organization

หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยในการจัดทำ CFO คือ องค์กรมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ข้อมูลเหล่านั้นอาจไม่เหมาะสำหรับนำมาใช้คำนวณโดยตรง

ตัวอย่างเช่น ฝ่ายจัดซื้อมีข้อมูลว่า “ซื้อวัตถุดิบ 20 ล้านบาท” แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถสะท้อนปริมาณกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยตรง ในขณะที่ข้อมูล “ซื้อวัตถุดิบ 500 ตัน” สามารถนำไปคำนวณร่วมกับ Emission Factor ที่มีหน่วยเป็น kgCO₂e/kg material ได้เหมาะสมกว่า จึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง Financial Data และ Activity Data และเลือกข้อมูลให้สอดคล้องกับวิธีการคำนวณของแต่ละกิจกรรม

ที่สำคัญ ข้อมูลที่ละเอียดที่สุดไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพดีที่สุด การประเมิน Data Quality ควรพิจารณาทั้งความสอดคล้องด้าน Technology, Time, Geography, Completeness และ Reliability ตามแนวทาง GHG Protocol

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีข้อมูลหรือไม่?” แต่คือ “ข้อมูลนี้สะท้อนกิจกรรมจริงได้ดีเพียงใด?”

3. Emission Factor ที่ “ใหม่ที่สุด” ไม่ได้แปลว่า “เหมาะที่สุด”

เมื่อมี Activity Data แล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการเลือก Emission Factor (EF) ที่เหมาะสม หลายองค์กรอาจเข้าใจว่า หากมี EF เวอร์ชันใหม่กว่า ก็ควรนำมาใช้แทน EF เดิมเสมอ แต่ในทาง GHG Accounting การเลือก EF ไม่ควรพิจารณาจาก “ความใหม่” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึง ความเหมาะสมและความสอดคล้องกับกิจกรรมที่กำลังประเมิน ประเด็นที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • EF นั้นเหมาะกับกิจกรรมที่ต้องการประเมินหรือไม่
  • สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรมหรือไม่
  • มีความเหมาะสมด้าน Technology และ Geography หรือไม่
  • หน่วยของ EF สอดคล้องกับ Activity Data หรือไม่
  • ครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • มีแหล่งอ้างอิงและหลักเกณฑ์การเลือกที่ชัดเจนหรือไม่

โดยเฉพาะองค์กรที่จัดทำ CFO อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยน EF อาจส่งผลต่อความสามารถในการเปรียบเทียบผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างปี

ดังนั้น องค์กรควรมีหลักเกณฑ์ในการจัดการ Emission Factor อย่างเป็นระบบ ทั้งแหล่งอ้างอิง ปีของ EF กิจกรรมที่นำไปใช้ และเหตุผลในการเลือกใช้ เพื่อให้สามารถอธิบายความแตกต่างของผลการคำนวณเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง EF ได้

เพราะการเลือก EF ไม่ใช่แค่การเลือก “ตัวเลขที่จะนำมาคูณ” แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Methodology ที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของ Carbon Footprint

4. Carbon Footprint ของ Base Year อาจต้อง “คำนวณใหม่” ในอนาคต

อีกประเด็นที่องค์กรจำนวนมากอาจมองข้าม คือ Base Year ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตัวเลขที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวตลอดไป

สมมติองค์กรกำหนดให้ปี 2024 เป็น Base Year และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 10,000 tCO₂e จากนั้นในปี 2026 องค์กรมีการควบรวมกิจการ ซื้อโรงงานเพิ่ม เปลี่ยนวิธีการคำนวณ หรือพบข้อผิดพลาดที่มีนัยสำคัญในข้อมูลของปีฐาน

คำถามคือ “ตัวเลขของปี 2024 ยังสามารถนำมาเปรียบเทียบกับปี 2026 ได้โดยตรงหรือไม่?”

ในบางกรณี องค์กรอาจจำเป็นต้อง Recalculate Base Year เพื่อให้ข้อมูลสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างเหมาะสมการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เช่น การควบรวมกิจการ การซื้อหรือขายกิจการ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำเนินงาน การเปลี่ยนวิธีการคำนวณ หรือการพบข้อผิดพลาดที่มีนัยสำคัญ อาจส่งผลต่อความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างปี

ดังนั้น การจัดทำ CFO ครั้งแรกจึงไม่ควรคิดเพียงว่า “ปีนี้องค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร?” แต่ควรคิดไปถึงว่า “ข้อมูลของปีนี้จะสามารถใช้เป็นฐานสำหรับติดตามและเปรียบเทียบผลในอนาคตได้อย่างไร?” การกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับ Base Year และ Base Year Recalculation ตั้งแต่ต้น จึงมีความสำคัญต่อองค์กรที่ต้องการติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

5. CFO ที่ดีต้อง “ตรวจสอบย้อนกลับได้” ไม่ใช่แค่ “คำนวณได้”

ทีมงานตรวจสอบเอกสารอ้างอิงเพื่อเตรียมทวนสอบการจัดทำ Carbon Footprint for Organization

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Carbon Footprint ที่คำนวณเสร็จ กับ Carbon Footprint ที่พร้อมสำหรับการทวนสอบ คือ ความสามารถในการอธิบายที่มาของข้อมูลและผลการคำนวณ

องค์กรควรสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าข้อมูลที่นำมาใช้คำนวณมาจากแหล่งใด เก็บรวบรวมในช่วงเวลาใด ใช้หน่วยและวิธีการใดในการจัดเก็บ มีการประมาณค่าหรือไม่ รวมถึงใช้ Emission Factor และวิธีการคำนวณจากแหล่งอ้างอิงใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องและความสอดคล้องของข้อมูลได้ตลอดกระบวนการ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดทำ CFO ที่ดีจึงควรมีระบบจัดการเอกสารและข้อมูลประกอบ เช่น

  • Activity Data
  • Source Document
  • Emission Factor
  • Calculation Sheet
  • Assumption
  • Estimation Method
  • Data Gap
  • Allocation Method
  • Consolidation Method
  • Supporting Evidence

GHG Protocol เองก็ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยประเภทและแหล่งที่มาของข้อมูล Activity Data, EF และ GWP รวมถึง Methodology, Allocation Methods และ Assumptions ที่ใช้ในการคำนวณ

ดังนั้น คำถามสำคัญของการทำ CFO ไม่ใช่เพียง

“คำนวณได้หรือยัง?” แต่คือ “ถ้ามีคนย้อนกลับมาตรวจสอบตัวเลขนี้ในอีก 1 ปี เราสามารถอธิบายที่มาของมันได้หรือไม่?”

จาก “การคำนวณคาร์บอน” สู่ “ระบบ Carbon Data ขององค์กร”

ทั้ง 5 ประเด็นสะท้อนว่า การจัดทำ Carbon Footprint for Organization ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานคำนวณตัวเลขประจำปี

แต่ควรมองเป็นการสร้าง Carbon Data Management System ขององค์กรตั้งแต่วางระบบข้อมูลคาร์บอนขององค์กรอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนด Boundary การรวบรวม Activity Data และประเมิน Data Quality ไปจนถึงการเลือก Emission Factor การคำนวณ การจัดเก็บเอกสารและหลักฐาน การเตรียมข้อมูลสำหรับ Verification และการติดตามเปรียบเทียบผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี หรือ Year-on-Year Tracking เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสามารถนำไปใช้บริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

หากองค์กรออกแบบกระบวนการเหล่านี้ได้ดีตั้งแต่ครั้งแรก การทำ CFO ในปีต่อ ๆ ไปจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และข้อมูลที่ได้ยังสามารถนำไปต่อยอดสู่การวิเคราะห์ Hotspot การกำหนดมาตรการลด GHG การติดตามผลการลด และการวางเป้าหมายด้าน Climate Action ได้

ในทางกลับกัน หากเริ่มต้นด้วยการ “เอาตัวเลขมาคำนวณให้ได้ก่อน” โดยไม่ได้ออกแบบระบบข้อมูลตั้งแต่ต้น องค์กรอาจต้องกลับมาแก้ไข Boundary, Data, EF และ Calculation Methodology ในภายหลัง ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของข้อมูลและการเปรียบเทียบผลระหว่างปี

Carbon Footprint ที่ดีจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ถูกต้อง แต่ต้องเป็นตัวเลขที่มีที่มา มีหลักเกณฑ์ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้จริง

บทสรุป

การจัดทำ Carbon Footprint for Organization ไม่ได้จบเพียงการนำ Activity Data มาคำนวณร่วมกับ Emission Factor แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดขอบเขต การออกแบบระบบเก็บข้อมูล การประเมิน Data Quality การเลือก Methodology และ Emission Factor ไปจนถึงการจัดทำ Calculation และจัดเตรียมเอกสารและหลักฐานสำหรับการทวนสอบ

การวางระบบอย่างเหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง เพิ่มความสม่ำเสมอและความน่าเชื่อถือของข้อมูลในแต่ละปี และทำให้ Carbon Footprint สามารถนำไปต่อยอดสู่การวิเคราะห์แหล่งปล่อย การกำหนดมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก และการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เริ่มต้น CFO อย่างถูกต้อง เพื่อเปลี่ยน Carbon Footprint จาก “ตัวเลขในรายงาน” ให้กลายเป็น “ข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กร”