ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ได้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก หลายองค์กรเริ่มลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง
อย่างไรก็ตาม แม้องค์กรจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด ก็ยังมีการปล่อยบางส่วนที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ เหล็ก อุตสาหกรรมเคมี การบิน และการขนส่งทางไกล
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Carbon Removal หรือการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะเครื่องมือสำคัญสำหรับการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งสำคัญคือ Carbon Removal ไม่ใช่ทางลัดที่ใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้หลังจากองค์กรได้ดำเนินมาตรการลดการปล่อยอย่างเต็มศักยภาพแล้ว
Carbon Removal คืออะไร?
Carbon Removal คือกระบวนการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ แล้วกักเก็บไว้ในรูปแบบที่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นในระบบนิเวศ ดิน ชีวมวล หรือชั้นหินใต้ดิน แนวทางนี้แตกต่างจากการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Reduction) ซึ่งมุ่งลดการปล่อยตั้งแต่ต้นทาง เช่น การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลหรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน กล่าวง่าย ๆ คือ
- Emission Reduction คือ “ปล่อยให้น้อยลง”
- Carbon Removal คือ “ดึงคาร์บอนที่อยู่ในบรรยากาศออกมา”
ทั้งสองแนวทางจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันจึงจะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Nature-based Removal: ใช้ธรรมชาติช่วยดูดซับคาร์บอน
เมื่อพูดถึง Carbon Removal หลายคนมักนึกถึงการปลูกป่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Nature-based Solutions (NbS) หรือการใช้กระบวนการทางธรรมชาติเพื่อดูดซับและกักเก็บคาร์บอน
ตัวอย่างโครงการ ได้แก่
- การปลูกป่าและฟื้นฟูป่าไม้
- การฟื้นฟูป่าชายเลน
- การจัดการพื้นที่เกษตรเพื่อเพิ่มคาร์บอนในดิน
- การอนุรักษ์ระบบนิเวศ
แนวทางนี้ได้รับความนิยม เพราะนอกจากช่วยดูดซับคาร์บอนแล้ว ยังสร้างประโยชน์ร่วม (Co-benefits) อีกหลายด้าน เช่น
- เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
- ฟื้นฟูระบบนิเวศ
- ลดการชะล้างของหน้าดิน
- สร้างรายได้ให้ชุมชน
- เพิ่มความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม Nature-based Removal ยังมีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา
- ความคงทนของการกักเก็บ (Permanence): คาร์บอนที่กักเก็บในต้นไม้หรือดินอาจถูกปลดปล่อยกลับสู่บรรยากาศจากไฟป่า ภัยแล้ง โรคพืช หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
- ข้อจำกัดด้านพื้นที่ : การปลูกป่าหรือฟื้นฟูระบบนิเวศต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก ซึ่งอาจแข่งขันกับการใช้ประโยชน์ด้านอื่น
- ต้องใช้เวลา : ต้นไม้ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณมาก
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมีความคงทนมากขึ้น
Tech-based Removal: เทคโนโลยีกำจัดคาร์บอนที่กำลังได้รับความสนใจ

แนวทางระดับสากล เช่น SBTi และ Oxford Principles for Net Zero Aligned Carbon Offsetting ต่างเน้นว่า องค์กรควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดก่อน และใช้ Carbon Removal สำหรับการจัดการการปล่อยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในกลุ่ม Carbon Removal นั้น เทคโนโลยีที่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้อย่างคงทน (Durable Carbon Removal) กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะสามารถตรวจวัดและติดตามผลได้ชัดเจน
1. Biochar (ถ่านชีวภาพ)
Biochar ผลิตจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรผ่านกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งใช้ความร้อนในสภาวะที่มีออกซิเจนจำกัด ทำให้ได้ถ่านที่มีโครงสร้างคาร์บอนเสถียร เมื่อนำไปใช้ปรับปรุงดิน Biochar ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดการใช้ปุ๋ย และสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในระยะยาว ขึ้นอยู่กับชนิดของชีวมวล กระบวนการผลิต และสภาพแวดล้อม
ปัจจุบัน Biochar ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Carbon Removal ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด เพราะสามารถเชื่อมโยงการจัดการของเสียทางการเกษตรกับการสร้างคาร์บอนเครดิตได้ และในประเทศไทยก็มีระเบียบวิธีรองรับแล้ว
2. BECCS (Bioenergy with Carbon Capture and Storage)
BECCS คือการผลิตพลังงานจากชีวมวล พร้อมติดตั้งระบบดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต แล้วนำไปกักเก็บในชั้นหินทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม หากระบบมีประสิทธิภาพและมีการกักเก็บอย่างถาวร เทคโนโลยีนี้สามารถทำให้เกิดการกำจัดคาร์บอนสุทธิ (Net Carbon Removal) ได้ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระเบียบวิธี T-VER รองรับเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ
3. DACCS (Direct Air Capture and Carbon Storage)
DACCS เป็นเทคโนโลยีที่ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง ก่อนนำไปกักเก็บในชั้นหินทางธรณีวิทยา ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เป็นเวลานาน หากมีการเลือกแหล่งกักเก็บที่เหมาะสม แม้ต้นทุนในปัจจุบันยังค่อนข้างสูง แต่ DACCS ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว เช่นเดียวกับ BECCS ในประเทศไทยยังไม่มีระเบียบวิธีเฉพาะ (Methodology) รองรับสำหรับสองเทคโนโลยีนี้โดยตรง และยังอยู่ในช่วงติดตามพัฒนาการ
ทิศทางของ T-VER และการพัฒนา Carbon Removal ในประเทศไทย

ประเทศไทย โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ได้พัฒนามาตรฐาน T-VER อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเทคโนโลยีด้าน Carbon Removal หมวด CCUS ภายใต้ Premium T-VER: ประกาศใช้แล้ว ไม่ใช่แค่อยู่ระหว่างศึกษา
อบก. ได้ประกาศระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกในหมวด CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) ภายใต้ Premium T-VER ไปแล้ว ครอบคลุม 3 ระเบียบวิธี ได้แก่
- T-VER-P-METH-14-01 — การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาใต้ดิน (CCS)
- T-VER-P-METH-14-02 — การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการทำคอนกรีต (CCU)
- T-VER-P-METH-14-03 — การผลิตและการนำถ่านชีวภาพ (Biochar) ไปใช้ประโยชน์
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ Biochar ถูกจัดอยู่ในหมวด CCUS ของ Premium T-VER ไม่ใช่หมวดแยกต่างหาก ดังนั้นผู้พัฒนาโครงการที่สนใจ Biochar, CCS (การกักเก็บใต้ดิน) หรือ CCU (การใช้ประโยชน์ในคอนกรีต) จึงมีกรอบระเบียบวิธีที่ประกาศใช้แล้วรองรับ ทำให้สามารถขอขึ้นทะเบียนโครงการและรับรองคาร์บอนเครดิตได้ ส่วนเทคโนโลยีอื่นในกลุ่ม Tech-based Removal ที่ยังไม่มีระเบียบวิธีรองรับในไทย เช่น BECCS และ DACCS ยังต้องติดตามการพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก เช่น ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ CCUS จะเข้ามาช่วยสนับสนุนในระยะต่อไป
Premium T-VER กับการยกระดับมาตรฐานไทย
ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวิธีใหม่ ๆ อบก. ยังได้ยกระดับมาตรฐานผ่าน Premium T-VER เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิตไทย ทั้งในด้านความโปร่งใส การติดตามตรวจสอบ (Monitoring, Reporting and Verification: MRV) และการสอดคล้องกับแนวทางสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศในอนาคต
อนาคตของ Carbon Credit จะไม่ใช่การเลือกเพียงทางใดทางหนึ่ง
การเติบโตของ Tech-based Removal ไม่ได้หมายความว่า Nature-based Solutions จะหมดความสำคัญ ในทางกลับกัน ทั้งสองแนวทางต่างมีบทบาทที่แตกต่างกันและสามารถทำงานร่วมกันได้ Nature-based Solutions สร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และชุมชน ขณะที่ Tech-based Removal ช่วยเพิ่มความคงทนของการกักเก็บคาร์บอนและรองรับการปล่อยที่ลดได้ยาก
ในอนาคต การบริหารพอร์ตโครงการคาร์บอนเครดิตที่ผสมผสานทั้งสองแนวทาง (Hybrid Approach) จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น สามารถบริหารความเสี่ยง และตอบโจทย์มาตรฐานด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น
บทสรุป
เส้นทางสู่ Net Zero ไม่ได้อาศัยการปลูกป่าเพียงอย่างเดียว และไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงเพียงอย่างเดียวเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดตั้งแต่ต้นทาง แล้วจึงใช้ Carbon Removal เพื่อจัดการกับการปล่อยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทย การประกาศระเบียบวิธีในหมวด CCUS ภายใต้ Premium T-VER ซึ่งครอบคลุมทั้ง Biochar, CCS และ CCU สะท้อนให้เห็นว่าระบบคาร์บอนเครดิตไทยกำลังก้าวไปในทิศทางเดียวกับมาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แม้เทคโนโลยีบางส่วน เช่น BECCS และ DACCS จะยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระเบียบวิธีในอนาคต องค์กรที่เริ่มทำความเข้าใจทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเลือกใช้ Carbon Removal ที่เหมาะสม และการติดตามพัฒนาการของมาตรฐาน T-VER จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือกับข้อกำหนดด้านสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันทางการค้า และการก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน





