การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลก และส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงอยู่ระหว่างการผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….” เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นระบบ
กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยกำหนดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คืออะไร
ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกฎหมายที่จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญของกฎหมายครอบคลุมการดำเนินงานหลายด้าน ได้แก่
- ระบบการวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก (MRV)
- ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
- การจัดเก็บภาษีคาร์บอน
- การรับรองและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต
- มาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกลไกสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่กฎหมายกำหนด
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถติดตามผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายของประเทศภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
ร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ได้แก่
- ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
โดยขับเคลื่อนผ่านวัตถุประสงค์สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่
- การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
- การเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและการสร้างความตระหนักรู้ในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างทั่วถึง
- การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน
- การพัฒนาระบบกำกับดูแล มาตรฐาน และการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินงานของทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้
นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการดำเนินงานตามพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศไทยมีต่อประชาคมโลกภายใต้ Paris Agreement
หน่วยงานที่มีบทบาทกำกับดูแล
ร่าง พ.ร.บ. กำหนดให้หลายหน่วยงานมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อนและกำกับดูแลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ได้แก่
- คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ: ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ รวมถึงพิจารณาแผนงานและมาตรการสำคัญที่เกี่ยวข้อง
- กรม (ตามที่กฎหมายกำหนด): ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานตามกฎหมาย เช่น การจัดทำแผน การกำกับดูแลระบบรายงานข้อมูล และการบริหารจัดการกลไกต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
- องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.): มีบทบาทในการทวนสอบและรับรองรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการบริหารระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตตามที่กฎหมายกำหนด
- กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร: รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีคาร์บอนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมาย
- หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง: เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนข้อมูลและการดำเนินงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ภาคธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไร
แม้ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่หลายองค์กรเริ่มเตรียมความพร้อมล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะด้านการจัดเก็บข้อมูลกิจกรรม การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวต่อข้อกำหนดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
BP Green Consulting พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนองค์กรในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมิน CFO การจัดทำรายงานมาตรฐานอบก. ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ Net Zero ที่สอดคล้องกับกรอบกฎหมายใหม่

บทสรุป
ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกฎหมายสำคัญที่มุ่งวางกรอบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ในอนาคต
แม้กฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลก๊าซเรือนกระจกและการประเมิน Carbon Footprint for Organization (CFO) ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับข้อกำหนดที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
หมายเหตุ: เนื้อหานี้อ้างอิงจากร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง





