FTSE Russell ESG Scores เกณฑ์ใหม่ปี 2569 องค์กรต้องเตรียมรับมืออย่างไร?

สำหรับประเทศไทย ปี 2569 ถือเป็นปีสำคัญของการประเมินด้านความยั่งยืน เมื่อ FTSE Russell ESG Scores ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์การประเมินหลักสำหรับบริษัทจดทะเบียน และจะมีการเปิดเผยผลคะแนนต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังสิ้นสุดช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบ SET ESG Ratings เดิม

ภายใต้การประเมินตามเกณฑ์ใหม่นี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมถูกจัดให้เป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ในระดับสูง ส่งผลให้คุณภาพของการบริหารจัดการและการเปิดเผยข้อมูลด้าน Climate มีผลต่อการประเมิน ESG ขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

ใครบ้างที่ต้องเข้ารับการประเมิน

บริษัทที่เข้าร่วมการประเมินสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. กลุ่มที่ได้รับการประเมินโดยอัตโนมัติ

ไม่จำเป็นต้องสมัครเข้าร่วม เนื่องจากเข้าเกณฑ์การประเมินอยู่แล้ว ได้แก่

  • บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประกาศ SET ESG Ratings ในปี 2566–2568 (ปีใดปีหนึ่ง)
  • หลักทรัพย์ที่อยู่ในดัชนี SET100 ในรอบทบทวนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นไป (รอบใดรอบหนึ่ง)

2. กลุ่มที่สมัครเข้ารับการประเมินโดยสมัครใจ

ได้แก่ บริษัทจดทะเบียน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์ Mai และมีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนครบถ้วนตลอดปี โดยต้องสมัครเข้าร่วมและผ่านคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ SET กำหนด

นอกจากนี้ ยังต้องผ่านคุณสมบัติทั่วไป เช่น ไม่เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าจดทะเบียนผ่าน Backdoor Listing ไม่อยู่ระหว่างการถูกเพิกถอนหรือพักการซื้อขายเกิน 3 เดือน ไม่ผิดนัดชำระหนี้ ไม่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการหรือชำระบัญชี และผู้สอบบัญชีต้องแสดงความเห็นต่องบการเงินล่าสุดอย่างถูกต้อง

จุดเปลี่ยนสำคัญ: ไม่มีการตอบแบบสอบถามอีกต่อไป

ทีมงานเตรียมข้อมูลรายงานความยั่งยืนเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะสำหรับการประเมิน ESG

แตกต่างจาก SET ESG Ratings ในรูปแบบเดิมที่บริษัทต้องกรอกแบบประเมินด้วยตนเอง FTSE Russell ESG Scores ไม่มีการส่งแบบสอบถามให้บริษัทตอบ แต่การประเมินจะดำเนินการโดยทีมนักวิเคราะห์ของ FTSE Russell ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 700 คนทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลที่องค์กรเปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น ได้แก่

  • รายงานประจำปี (Annual Report)
  • รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report)
  • เว็บไซต์บริษัท
  • เอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ (Stock Exchange Filings)

แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญว่า การเปิดเผยข้อมูลไม่ใช่เพียงการสื่อสารผลการดำเนินงาน แต่เป็นหลักฐานที่นักลงทุนและผู้ประเมินใช้ประกอบการวิเคราะห์ความพร้อมขององค์กรในการบริหารจัดการประเด็นด้าน ESG

กล่าวคือ หากองค์กรไม่ได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ข้อมูลดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาประเมินได้ และส่งผลโดยตรงต่อคะแนนในแต่ละธีม

จาก TCFD สู่ IFRS-S2 Climate Chane ประเมินอะไรบ้าง

Climate Change เป็นหนึ่งใน 5 ธีมภายใต้มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Pillar) ร่วมกับ Biodiversity, Pollution & Resources, Water Security และ Supply Chain: Environment โดย Climate Change มุ่งประเมิน การบริหารจัดการและการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงกรอบมาตรฐานสากล เช่น TCFD

อย่างไรก็ตามปัจจุบันมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนได้พัฒนาไปสู่ IFRS Sustainability Disclosure Standards โดยเฉพาะ IFRS-S2 ซึ่งรวบรวมหลักการสำคัญของ TCFD และพัฒนาต่อยอดให้ครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูลที่ตอบสนองความต้องการของตลาดทุนมากยิ่งขึ้น แม้ FTSE Russell ESG Scores จะไม่ได้ใช้ IFRS-S2 เป็นเกณฑ์การให้คะแนนโดยตรง แต่ข้อมูลที่องค์กรจัดทำตาม IFRS-S2 ไม่ว่าจะเป็นด้านการกำกับดูแล กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการประเมินและการวิเคราะห์ของนักลงทุน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมตามแนวทาง IFRS-S2 จึงไม่เพียงช่วยรองรับข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลในอนาคต แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพของข้อมูลด้าน Climate ที่องค์กรสื่อสารต่อผู้มีส่วนได้เสีย

องค์กรควรเตรียมความพร้อมอย่างไร

การเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินด้าน Climate Change ไม่ควรเริ่มต้นในช่วงก่อนการประเมินเพียงไม่กี่เดือน แต่ควรเป็นกระบวนการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับการบริหารธุรกิจ

ประเด็นที่องค์กรควรให้ความสำคัญ ได้แก่

  • กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการและผู้บริหารในการกำกับดูแลประเด็นด้าน Climate
  • ประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  • จัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเปิดเผยอย่างเหมาะสม
  • กำหนดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจน พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
  • พิจารณาจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition Plan) เพื่อแสดงแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวของธุรกิจในระยะยาว
  • ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลให้มีความสอดคล้อง ครบถ้วน และเชื่อมโยงกันในรายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน และช่องทางการเปิดเผยข้อมูลอื่นขององค์กร

คะแนน Climate Change ส่งผลต่อคะแนน ESG อย่างไร

หน้าจอแสดงผลการเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม

ธีมส่วนใหญ่ใน FTSE Russell ESG Scores คำนวณคะแนนจากสัดส่วนตัวชี้วัดที่ทำได้ (% of Indicator Points) เทียบกับแถบเกณฑ์ที่สูงขึ้นตามระดับ Exposure ของแต่ละธีม แต่ธีม Climate Change เป็นข้อยกเว้น เอกสาร Ground Rules ฉบับล่าสุดระบุไว้ชัดเจนว่า “คะแนนธีม Climate Change มาจากการผสมผสานระหว่าง TPI Management Quality (MQ) Score กับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน”

พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้บริษัทมีนโยบายและตอบตัวชี้วัดเชิงเอกสารได้ครบทุกข้อ แต่ถ้าตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงยังสูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันมาก คะแนนธีมนี้ก็จะไม่ได้เต็ม 5 และเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีแค่ “นโยบายรักษ์โลก” จึงไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องมีทั้งนโยบายที่ดีและผลการดำเนินงานจริงที่แข่งขันได้ในระดับอุตสาหกรรม

นอกจากคะแนนแบบสัมบูรณ์ (0-5) แล้ว FTSE Russell ยังให้คะแนนแบบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน (Industry Relative Score) เป็นเปอร์เซ็นไทล์ 1-100 ด้วย ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพว่าองค์กรอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่งจริง ไม่ใช่เพียงแค่คะแนนลอย ๆ

บทสรุป

ทิศทางของตลาดทุนในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงว่าองค์กรมีนโยบายด้าน Climate หรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความสามารถในการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน การเตรียมความพร้อมด้าน Climate จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการตอบโจทย์การประเมิน ESG แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการเปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดทุนในระยะยาว

การเริ่มต้นวางระบบข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้องค์กรมีความพร้อมต่อการประเมินในปี 2569 และสามารถสื่อสารศักยภาพด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ