ผู้บริหารองค์กรวางวิสัยทัศน์มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยั่งยืน

Net Zero Pathway ทางลัดสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 สำหรับองค์กร

Net Zero คืออะไร ?

Net Zero หมายถึง สถานะที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณที่ถูกดูดกลับ ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ไม่ได้หมายความว่าไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย แต่คือการจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดกลับ

แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่รับรองในการประชุม COP21 ปี ค.ศ. 2015 ซึ่งกำหนดเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ต่อมา IPCC ได้ระบุในรายงานพิเศษว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1.5°C จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 43% ภายในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุ Net Zero ภายในช่วงต้นของปี ค.ศ. 2050

ประเทศไทยในฐานะภาคีความตกลงปารีส ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวภายใต้ NDC 3.0 ในการบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 เร็วกว่ากรอบเป้าหมายเดิม 15 ปี

Net Zero Pathway คืออะไร และต่างจาก Net Zero อย่างไร?

หลายองค์กรยังสับสนระหว่าง “Net Zero Pathway” กับ “Net Zero” ทั้งสองคำนี้มีความหมายและกระบวนการรับรองที่แตกต่างกันชัดเจนภายใต้กรอบของ อบก.

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) แบ่งการรับรอง Net Zero ระดับองค์กรออกเป็น 3 รูปแบบ (2 ฉลากรับรอง):

  • Net Zero Commitment การรับรองแผนดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 หรือเร็วกว่านั้น
  • Net Zero Pathway การรับรองผลการดำเนินงานระหว่างที่องค์กรดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ Net Zero
  • Net Zero การรับรองว่าองค์กรบรรลุผล Net Zero แล้ว

ความแตกต่างหลักระหว่าง Net Zero Pathway และ Net Zero สรุปได้ดังนี้:

  1. การรับรองจากอบก. : Net Zero Pathway รับรองทุก 5 ปี โดยต้องยื่นรายงานทุกปี แต่ Net Zero รับรองในปีที่บรรลุผล Net Zero
  2. การชดเชยคาร์บอน : Net Zero Pathway ชดเชยการปล่อย GHG ที่ยังลดไม่ได้ เพื่อให้ปริมาณลดลงตามเป้าหมายรายปีที่ตั้งไว้ แต่ Net Zero ชดเชยได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของการปล่อย GHG ในปีฐาน
  3. ประเภทคาร์บอนเครดิต : Net Zero Pathway สามารถนำทุกประเภทโครงการมาชดเชยได้ แต่ Net Zero ใช้เฉพาะโครงการประเภทเพิ่มการดูดกลับ GHG (GHG Removal Enhancement) เท่านั้น

3 กลยุทธ์หลักในการมุ่งสู่ Net Zero

หัวใจสำคัญของการมุ่งสู่ Net Zero คือ “ลดการปล่อย GHG ให้ได้มากที่สุดก่อน” จากนั้นจึงใช้การดูดกลับและการชดเชยในส่วนที่ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวทางของ อบก. แนะนำให้ดำเนินการตาม 3 ขั้นตอนอย่างเป็นลำดับ และไม่ควรข้ามไปใช้การชดเชยตั้งแต่แรก เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัยเรื่อง Greenwashing

การนำเสนอกลยุทธ์ Decarbonization ตามกรอบ Net Zero Pathway ของ อบก.

  • ขั้นที่ 1 — ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง (GHG Emission Reduction)
  • ขั้นที่ 2 — เพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกภายในขอบเขตองค์กร (GHG Removal Enhancements)
  • ขั้นที่ 3 — ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังเหลืออยู่ (Carbon Offsetting)

ในช่วง Net Zero Pathway องค์กรสามารถใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยการปล่อยที่เกินเส้น Pathway ในแต่ละปีได้ ขณะที่ในช่วงบรรลุ Net Zero เครดิตที่ใช้ชดเชยต้องเป็นโครงการประเภทการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก (GHG Removal Enhancement) เท่านั้น และมีข้อจำกัดว่าชดเชยได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของการปล่อยในปีฐาน

นอกจากนี้ องค์กรยังสามารถใช้ Renewable Energy Certificate (REC) เพื่อสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และช่วยลดการปล่อยใน Scope 2 ตามแนวทางการคำนวณแบบ Market-based ได้อีกด้วย

ขั้นตอนการขอรับรอง Net Zero Pathway ระดับองค์กร

สำหรับองค์กรที่พร้อมเริ่มต้นเส้นทาง Net Zero Pathway อย่างเป็นทางการ อบก. กำหนดขั้นตอนไว้ดังนี้:

  1. เลือกใบสมัคร Net Zero ระดับองค์กร (ต้องสมัครทุกปี) ผ่านเว็บไซต์ tgo.or.th
  2. ยื่นเอกสาร Commitment Letter และคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต้องลงนามโดยผู้บริหารสูงสุด
  3. จัดทำรายงาน CFO และ Net Zero พร้อมทวนสอบโดยผู้ทวนสอบ ภายใน 2 ปีหลังยื่น Commitment Letter
  4. ยื่นขอรับรอง Net Zero Pathway พร้อมชำระค่าธรรมเนียม ดำเนินการต่อเนื่อง 5 ปี โดยปีที่ 5 อบก. จะให้การรับรอง Net Zero Pathway
  5. อบก. ตรวจสอบเอกสาร โดยคณะอนุกรรมการการพัฒนาและส่งเสริมฉลากคาร์บอน (พิจารณา) และคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อนุมัติ)

ใครควรเริ่มต้นเส้นทาง Net Zero?

แม้ Net Zero จะยังไม่ใช่ข้อบังคับโดยตรงสำหรับทุกธุรกิจ แต่แรงกดดันจากหลายทิศทางกำลังทำให้การจัดการคาร์บอนกลายเป็นเรื่องจำเป็นทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรที่ควรให้ความสำคัญแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก:

กลุ่มที่มีแรงกดดันโดยตรง

ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (โดยเฉพาะกลุ่ม SET100) ที่ ก.ล.ต. และ SET มีแนวโน้มผลักดันให้เปิดเผยข้อมูล ESG และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ รวมถึงคู่ค้าของบริษัทข้ามชาติที่เริ่มกำหนดเงื่อนไข Net Zero ใน Supply Chain โดยเฉพาะในส่วนของ Scope 3 ตลอดจนองค์กรที่ต้องการเข้าถึง Green Loan, Green Bond หรือ Sustainability-Linked Loan และอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น กลุ่มพลังงาน ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี โลจิสติกส์ และ Data Center

กลุ่มที่ได้รับแรงกดดันทางอ้อม

ได้แก่ SMEs ที่อยู่ใน Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่ ผู้รับงานและคู่ค้าภาครัฐที่นโยบาย Green Procurement เริ่มให้น้ำหนักกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงธุรกิจที่ต้องการสร้าง Brand Value กับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ sustainability มากขึ้น

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มต้น Net Zero Pathway

ก่อนเริ่มดำเนินการ อบก. แนะนำให้องค์กรเริ่มจากการจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) เพื่อให้ทราบว่าการปล่อย GHG หลักเกิดจากกิจกรรมใด เพราะข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้สามารถวางแผนลดการปล่อยได้ตรงจุดและติดตามผลได้แม่นยำมากขึ้น

ทีมงานจัดทำข้อมูล Carbon Footprint for Organization (CFO) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ Net Zero

นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงการเลือกปีฐานที่มีข้อมูลครบถ้วน สะท้อนการดำเนินงานปกติขององค์กร และสอดคล้องกับมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง รวมถึงการกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางที่สามารถดำเนินการได้จริง ไม่ควรตั้งเป้าลด GHG ที่ชันเกินไปในช่วงแรก เพราะหากไม่สามารถดำเนินการตามเส้น Pathway ที่กำหนดได้ อาจทำให้ต้องพึ่งพาการชดเชยคาร์บอนเพิ่มขึ้นในอนาคต

และสิ่งสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ การจัดเก็บข้อมูลด้านพลังงาน วัตถุดิบ และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เนื่องจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนจะส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำของการคำนวณ GHG และการประเมินผลการดำเนินงานด้าน Net Zero

บทสรุป

Net Zero ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญทางธุรกิจที่ส่งผลต่อการแข่งขัน การเข้าถึงตลาด และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคต สำหรับองค์กรที่ยังไม่บรรลุ Net Zero การเข้าร่วม Net Zero Pathway ถือเป็นแนวทางในการวางแผนและแสดงความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) การกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดำเนินการตามแนวทาง Reduce, Remove และ Offset อย่างเป็นลำดับ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อย่างน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับแนวทางของ อบก.