เมื่อองค์กรเริ่มจัดทำ Carbon Footprint โดยเฉพาะการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 คำถามที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ “เราต้องเก็บข้อมูลให้ครบทุก Category ก่อนหรือไม่?”
หลายองค์กรเข้าใจว่าหากยังรวบรวมข้อมูลได้ไม่ครบทั้ง 15 Category ของ Scope 3 ก็ไม่สามารถเริ่มคำนวณหรือจัดทำรายงานได้ จึงใช้เวลานานในการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภายในและซัพพลายเออร์ หรือบางครั้งถึงขั้นชะลอโครงการออกไป เพราะกังวลว่ารายงานจะไม่สมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่หลายองค์กรมักสับสนคือ “การพิจารณา Category ให้ครบ” กับ “การมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์” เป็นคนละเรื่องกัน
แนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กำหนดให้องค์กรพิจารณาทุก Category ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ รวบรวมข้อมูลที่สามารถหาได้ และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนนำผลไปประเมินความมีนัยสำคัญ (Materiality) ของแต่ละ Category ดังนั้น ในปีแรก องค์กรไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่สมบูรณ์แบบทุก Category แต่ควรสำรวจข้อมูลให้ครอบคลุม พร้อมบันทึกข้อจำกัดหรือช่องว่างของข้อมูลไว้อย่างชัดเจน
การพิจารณา Scope 3 ต้องเริ่มจากการสำรวจทุก Category ที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งในประเด็นที่มักสร้างความสับสน คือการพิจารณา Category ของ Scope 3 หลายองค์กรเข้าใจว่าตนเองสามารถเลือกทำเฉพาะ Category ที่คิดว่าสำคัญได้ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) การประเมินความมีนัยสำคัญของ Scope 3 จะเกิดขึ้น หลังจากองค์กรได้สำรวจและรวบรวมข้อมูลของทุก Category ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กรแล้ว
องค์กรควรเริ่มจากการตั้งคำถามว่า
- Category นี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราหรือไม่
- มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือไม่
- สามารถรวบรวมข้อมูลได้จากแหล่งใด
- ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเมินได้อยู่ในระดับใด
เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นและผลการคำนวณแล้ว จึงนำข้อมูลไปประเมินตามเกณฑ์ของ อบก. เพื่อพิจารณาว่า Category ใดมีนัยสำคัญและควรได้รับความสำคัญในการบริหารจัดการต่อไป
ดังนั้น การตัดสินใจตัดบาง Category ออกตั้งแต่ต้น โดยยังไม่มีข้อมูลรองรับ อาจทำให้การประเมิน Materiality ไม่สะท้อนภาพรวมขององค์กรอย่างแท้จริง
ปีแรกของการจัดทำ Carbon Footprint คือการค้นหา “Data Gap”

แม้จะต้องพิจารณาทุก Category ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะต้องมีข้อมูลที่สมบูรณ์แบบในทุก Category ตั้งแต่ปีแรก องค์กรส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มสร้างระบบการเก็บข้อมูล จึงเป็นเรื่องปกติที่จะพบข้อจำกัด เช่น
- ยังไม่มีระบบรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ
- ซัพพลายเออร์ยังไม่สามารถจัดส่งข้อมูลได้
- ข้อมูลอยู่ในหลายรูปแบบและหลายแหล่ง
- เอกสารประกอบยังไม่ครบถ้วน
- ยังไม่สามารถระบุวิธีคำนวณหรือ Emission Factor ที่เหมาะสมได้ในบางกิจกรรม
ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าองค์กรดำเนินงานผิดพลาด แต่สะท้อนว่าระบบการจัดการข้อมูลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ปีแรกจึงควรถูกมองว่าเป็นปีแห่งการสำรวจข้อมูล (Data Mapping) และการค้นหาช่องว่างของข้อมูล (Data Gap) เพื่อให้องค์กรทราบว่าควรพัฒนาระบบส่วนใดในปีถัดไป
ความสำคัญของการระบุข้อจำกัดของข้อมูล
ในกระบวนการจัดทำ Carbon Footprint ความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลมีความสำคัญไม่แพ้ความครบถ้วนของข้อมูล หากองค์กรไม่สามารถรวบรวมข้อมูลของบาง Category ได้ สิ่งที่ควรดำเนินการคือการบันทึกข้อจำกัดของข้อมูล พร้อมระบุเหตุผลอย่างชัดเจน เช่น
- ยังไม่มีระบบจัดเก็บข้อมูลที่เหมาะสม
- ซัพพลายเออร์ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้
- อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบฐานข้อมูล
- ข้อมูลมีข้อจำกัดด้านคุณภาพหรือความครบถ้วน
- ยังไม่มีวิธีการคำนวณที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมดังกล่าว (ไม่สามารถหา Emission Factor ที่เหมาะสมได้ในบางกรณี)
การเปิดเผยข้อจำกัดเหล่านี้แสดงถึงความโปร่งใสขององค์กร และช่วยให้ผู้ตรวจประเมินหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจบริบทของข้อมูลได้ดีกว่าการละเว้นข้อมูลโดยไม่มีคำอธิบาย
ทำไมไม่ควรรอให้ข้อมูลครบก่อนจึงเริ่มโครงการ

หลายองค์กรใช้เวลานานในการรอข้อมูลที่คิดว่า “ต้องครบ 100%” ก่อนเริ่มคำนวณ Carbon Footprint แต่ในความเป็นจริง การรอให้ทุกอย่างพร้อมอาจทำให้องค์กรเสียโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาระบบการลงมือดำเนินการตั้งแต่ปีแรก แม้จะยังมีข้อจำกัดของข้อมูล จะช่วยให้องค์กร
- เข้าใจแหล่งกำเนิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง
- เห็นภาพรวมของข้อมูลที่มีและข้อมูลที่ยังขาด
- กำหนดผู้รับผิดชอบข้อมูลในแต่ละหน่วยงาน
- พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- วางแผนปรับปรุงกระบวนการในปีถัดไป
การจัดทำ Carbon Footprint ไม่ใช่โครงการที่สิ้นสุดเมื่อส่งรายงาน แต่เป็นวงจรของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละปี องค์กรควรทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ปรับปรุงระบบการเก็บข้อมูล ลดข้อจำกัดที่พบในรอบก่อน และเพิ่มคุณภาพของข้อมูลใน Category ต่าง ๆ เมื่อข้อมูลมีความครบถ้วนและน่าเชื่อถือมากขึ้น การประเมิน Category ที่มีนัยสำคัญก็จะมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้การกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้จริง มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้จริง
บทสรุป
การจัดทำ Carbon Footprint ในปีแรกไม่ควรตั้งเป้าหมายเพียงว่า “ต้องมีข้อมูลครบทุก Category” แต่ควรมุ่งเน้นการสำรวจทุก Category ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กร รวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระบุข้อจำกัดของข้อมูลอย่างโปร่งใส เมื่อผ่านกระบวนการดังกล่าว องค์กรจึงจะสามารถประเมินได้ว่า Category ใดมีนัยสำคัญตามหลักเกณฑ์ของ อบก. และนำผลที่ได้ไปวางแผนพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลและการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในปีถัดไป
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการจัดทำ Carbon Footprint ไม่ได้วัดจากการมีข้อมูลที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่คือการสร้างระบบที่สามารถเรียนรู้ ปรับปรุง และยกระดับคุณภาพของข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว





