เมื่อ “ข้อมูลคาร์บอน” กลายเป็นเงื่อนไขในการแข่งขันทางธุรกิจ
ในอดีต การดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมหรือการจัดทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) มักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่องค์กรดำเนินการโดยสมัครใจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีหรือแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ปัจจุบัน แนวโน้มดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ ข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และ ข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Information) กลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ลูกค้า นักลงทุน สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลใช้ในการประเมินความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กร
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือการออกกฎหมายและข้อกำหนดใหม่ ได้แก่:
- CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป
- CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) ของสหภาพยุโรป
- SEC Climate Disclosure ของสหรัฐอเมริกา
แม้มาตรการเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์และขอบเขตการบังคับใช้แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือ การกำหนดให้องค์กรสามารถจัดเก็บ คำนวณ เปิดเผย และบริหารจัดการข้อมูลด้านคาร์บอนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออก ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับจ้างผลิต (OEM) และผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ การเตรียมความพร้อมด้าน Carbon Footprint จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
CBAM คืออะไร? มีผลกระทบต่อไทยอย่างไร
CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือมาตรการด้านคาร์บอนของสหภาพยุโรปที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันปัญหา Carbon Leakage หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนคาร์บอน หลักการของ CBAM คือ การกำหนดให้สินค้าที่นำเข้าสู่สหภาพยุโรปมีภาระด้านคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกับสินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป ภายใต้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS)
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย:
แม้ผู้ส่งออกไทยจะไม่ได้เป็นผู้ชำระค่า CBAM โดยตรง แต่ลูกค้าในยุโรปจะต้องใช้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้าในการคำนวณภาระคาร์บอน หากผู้ผลิตไม่สามารถจัดเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ ต้นทุน และโอกาสในการแข่งขัน
สิ่งที่องค์กรควรเตรียม:
- จัดทำ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP)
- จัดเก็บข้อมูลกิจกรรมการผลิต (Activity Data)
- คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
- จัดเตรียมเอกสารและข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
CSRD คืออะไร? แนวคิดการรายงานยุคใหม่
CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) คือกฎหมายของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสำหรับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้ CSRD องค์กรต้องรายงานข้อมูลตามมาตรฐาน European Sustainability Reporting Standards (ESRS) ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ประเด็นสำคัญที่ต้องเปิดเผย:
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
- กลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ
- เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- แผนการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero
- ผลกระทบต่อธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน
Double Materiality (นัยสำคัญแบบคู่):
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ CSRD คือ Double Materiality ซึ่งกำหนดให้องค์กรต้องพิจารณาทั้ง:
- ผลกระทบที่องค์กรมีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
- ผลกระทบที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมีต่อผลประกอบการขององค์กร (Financial Materiality) แนวคิดนี้ทำให้การรายงานด้านความยั่งยืนครอบคลุมทั้งมุมมองขององค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
SEC Climate Disclosure คืออะไร?
SEC Climate Disclosure เป็นข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา (U.S. Securities and Exchange Commission) เป้าหมายคือให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่เพียงพอในการประเมินผลกระทบของความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจ
ข้อมูลที่อาจต้องเปิดเผย ได้แก่:
-
การกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศ
-
การบริหารความเสี่ยง
-
กลยุทธ์ด้าน Climate
-
ผลกระทบทางการเงินจาก Climate Risk
-
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตามเงื่อนไขของข้อกำหนด)
แม้ข้อกำหนดนี้จะใช้กับบริษัทภายใต้การกำกับดูแลของ SEC แต่บริษัทไทยที่เป็นบริษัทลูก ผู้ส่งออก หรือซัพพลายเออร์ของบริษัทสหรัฐฯ อาจได้รับการร้องขอข้อมูลด้านคาร์บอนและข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน
|
ช่วงเวลา |
CBAM |
CSRD |
SEC Climate Disclosure |
|
2023 |
เริ่มช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ตั้งแต่ ต.ค. 2023 รายงานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนแบบไม่มีภาระการเงิน |
CSRD มีผลใช้บังคับ เริ่มเตรียมการรายงานสำหรับบริษัท Wave 1 |
อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างข้อกำหนด |
|
2024 |
รายงานข้อมูลตามช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง (รายไตรมาส ไม่มีการซื้อ certificate) |
บริษัท Wave 1 (เดิมอยู่ภายใต้ NFRD) เริ่มจัดทำรายงานฉบับแรกสำหรับปีงบ 2024 (เผยแพร่ปี 2025) | SEC ออกกฎ (มี.ค. 2024) แต่ถูกศาลสั่งพักการบังคับใช้ (Stay) จากคดีที่ศาลอุทธรณ์เขตที่ 8 |
|
2025 |
เตรียมเข้าสู่ Definitive Phase, EU ออก “Omnibus” package ปรับกฎ CBAM ให้ยืดหยุ่นขึ้น (เกณฑ์ยกเว้น 50 ตัน/ปี แทนเกณฑ์มูลค่า €150) | เม.ย. 2025: “Stop-the-Clock” Directive เลื่อนการรายงานของ Wave 2 ออกไป 2 ปี — ธ.ค. 2025: EU Parliament โหวตผ่าน Omnibus I ที่ลดขอบเขต CSRD ลงราว 80-90% | มี.ค. 2025: SEC มีมติยุติการต่อสู้คดีเพื่อปกป้องกฎ — กฎยังคง “ค้างอยู่” (stayed) ไม่มีการบังคับใช้ |
|
2026 |
1 ม.ค. 2026: CBAM เข้าสู่ Definitive Phase อย่างเป็นทางการ แต่การซื้อขาย CBAM certificate เลื่อนไปเป็น 1 ก.พ. 2027 (สำหรับการปล่อยก๊าซปี 2026) กำหนดส่ง declaration ครั้งแรก: 30 ก.ย. 2027 | 24 ก.พ. 2026: EU Council อนุมัติ Omnibus I Directive อย่างเป็นทางการ — มีผล 18 มี.ค. 2026 — ขอบเขตบังคับใช้แคบลงเหลือเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ (พนักงาน >1,000 คน, รายได้สุทธิ >450 ล้านยูโร) มีผลตั้งแต่ปีงบ 2027 | 3 มิ.ย. 2026: SEC เสนอ ยกเลิกกฎ Climate Disclosure ทั้งหมด (ไม่ใช่แค่แก้ไข) เปิดรับฟังความเห็นถึง 3 ส.ค. 2026 — ยังไม่ยกเลิกจริงจนกว่าจะผ่านการโหวตอีกครั้ง (คาดปลายปี 2026 – ต้นปี 2027) |
|
2027 เป็นต้นไป |
ก.พ. 2027: เริ่มซื้อขาย CBAM certificate จริงครั้งแรก | มีผลบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ตั้งแต่ปีงบ 2027 (รายงานปี 2028) บริษัทที่หลุดขอบเขตอาจได้รับการยกเว้นในบางประเทศสมาชิกสำหรับปีงบ 2025-2026 | หากกฎ federal ถูกยกเลิกจริง ทิศทางจะเปลี่ยนไปเน้นกฎหมายระดับรัฐแทน เช่น California SB 253/SB 261 ซึ่งกำหนดเส้นตายรายงานฉบับแรก 10 ส.ค. 2026 และยังเดินหน้าบังคับใช้อยู่ แม้กฎ federal จะถูกระงับ |
เปรียบเทียบ CBAM, CSRD และ SEC
|
ประเด็น |
CBAM | CSRD | SEC Climate Disclosure |
| วัตถุประสงค์ | ปรับต้นทุนคาร์บอนของสินค้านำเข้า | เพิ่มความโปร่งใสในการรายงานความยั่งยืน | เปิดเผยความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศต่อนักลงทุน |
| หน่วยงาน | สหภาพยุโรป | สหภาพยุโรป | U.S. SEC |
| ผู้ได้รับผลกระทบ | ผู้ส่งออกสินค้าไป EU | บริษัทที่เข้าเกณฑ์ใน EU และบางบริษัทนอก EU | บริษัทภายใต้การกำกับของ SEC และห่วงโซ่อุปทาน |
| สิ่งที่ต้องเตรียม | Carbon Footprint ของสินค้า | ESG Data และ Carbon Data | Climate Governance และ Climate Risk |
| ความเกี่ยวข้องกับ Carbon Footprint | สูง | สูง |
สูง |
องค์กรไทยได้รับผลกระทบอย่างไร

แม้องค์กรไทยจำนวนมากอาจไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดโดยตรง แต่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกทำให้ความต้องการข้อมูลด้านคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, เหล็กและโลหะ, อาหารและเครื่องดื่ม, พลาสติกและบรรจุภัณฑ์, เคมีภัณฑ์, อิเล็กทรอนิกส์, โลจิสติกส์และการขนส่ง
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าในยุโรปอาจร้องขอข้อมูล Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ หรือข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อใช้ประกอบการรายงาน Scope 3 และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของตนเอง
องค์กรควรเริ่มเตรียมตัวอย่างไร?

การเตรียมความพร้อมไม่จำเป็นต้องรอจนกฎหมายมีผลบังคับใช้กับองค์กรโดยตรง การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดต้นทุนในการปรับตัวและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ
แนวทางที่แนะนำ ได้แก่
- จัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO)
- จัดทำ Carbon Footprint of Product (CFP)
- วิเคราะห์และจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
- พัฒนาระบบ Carbon Accounting และฐานข้อมูลกิจกรรม (Activity Data)
- กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดทำ Roadmap สู่ Net Zero
- เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม (Assurance)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- CBAM มีผลกับบริษัทไทยหรือไม่? มีผลทางอ้อมต่อผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป และผู้ผลิตที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน
- CSRD แตกต่างจาก ESG Reporting อย่างไร? CSRD เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานและรายละเอียดการรายงานอย่างชัดเจน ขณะที่ ESG Reporting อาจจัดทำได้หลายรูปแบบตามมาตรฐานที่องค์กรเลือกใช้
- บริษัทที่ไม่ได้ส่งออกจำเป็นต้องทำ Carbon Footprint หรือไม่? แม้ไม่ส่งออก การจัดทำ Carbon Footprint ยังช่วยให้องค์กรบริหารต้นทุนพลังงาน ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเตรียมพร้อมต่อข้อกำหนดในอนาคต
- เหตุใด Scope 3 จึงมีความสำคัญมากขึ้น? เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ของหลายองค์กรเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน การจัดเก็บข้อมูล Scope 3 จึงเป็นประเด็นสำคัญของมาตรฐานการรายงานระดับสากล
บทสรุป
CBAM, CSRD และ SEC Climate Disclosure สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจทั่วโลก แม้แต่บริษัทไทยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบผ่านลูกค้า นักลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน
การจัดทำ Carbon Footprint การพัฒนาระบบ Carbon Accounting และการเตรียมข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้องค์กรสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก
ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยองค์กรของคุณเตรียมความพร้อม
หากองค์กรของคุณกำลังเตรียมรับมือกับข้อกำหนดด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็น CBAM, CSRD หรือความต้องการด้านข้อมูลคาร์บอนจากลูกค้าและนักลงทุน ทีมที่ปรึกษาของเราพร้อมให้บริการด้าน Carbon Footprint for Organization (CFO), Carbon Footprint of Product (CFP), การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory), การประเมิน Scope 1–3, การพัฒนาระบบ Carbon Accounting และการวางกลยุทธ์สู่ Net Zero เพื่อช่วยให้องค์กรของคุณก้าวทันมาตรฐานสากลและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว





