ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มจัดทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) เพื่อวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า การเตรียมความพร้อมด้าน ESG หรือรองรับข้อกำหนดจากคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังมีความเข้าใจว่า เมื่อจัดทำ Carbon Footprint แล้ว ก็ถือว่ามีข้อมูลเพียงพอสำหรับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐานสากล
ในความเป็นจริง Carbon Footprint เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของการเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S2 เท่านั้น
มาตรฐาน IFRS S2 Climate-related Disclosures ซึ่งพัฒนาโดย International Sustainability Standards Board (ISSB) ภายใต้ IFRS Foundation มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และความสามารถในการสร้างมูลค่าของกิจการ เพื่อให้ข้อมูลที่เปิดเผยมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ผู้ให้กู้ และผู้ให้เงินทุน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง IFRS S2 ไม่ได้ต้องการทราบเพียงว่า “องค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร” แต่ต้องการให้องค์กรอธิบายว่า Climate Change ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร และองค์กรมีแนวทางรับมืออย่างไร
IFRS S2 มีความสัมพันธ์กับ IFRS S1 อย่างไร
ปัจจุบัน มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของ ISSB ประกอบด้วยมาตรฐานหลัก 2 ฉบับ ได้แก่ IFRS S1 General Requirements for Disclosure of Sustainability-related Financial Information และ IFRS S2 Climate-related Disclosures
- IFRS S1 ทำหน้าที่เป็นกรอบข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อกิจการ โดยครอบคลุมหลักการสำคัญ เช่น การพิจารณาประเด็นที่มีสาระสำคัญ (Material Information) การเชื่อมโยงข้อมูลด้านความยั่งยืนกับงบการเงิน (Connected Information) และการเปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนผลกระทบต่อความสามารถในการสร้างมูลค่าขององค์กร
- ส่วน IFRS S2 เป็นมาตรฐานเฉพาะด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากหลักการใน IFRS S1 ดังนั้น หากองค์กรต้องการเปิดเผยข้อมูลด้าน Climate ตาม IFRS S2 ก็จำเป็นต้องอ้างอิงหลักการทั่วไปของ IFRS S1 ควบคู่กันไป
ทำไม IFRS S2 จึงสำคัญต่อองค์กร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายด้านคาร์บอน ราคาพลังงาน เทคโนโลยีใหม่ หรือความคาดหวังของผู้บริโภคและนักลงทุน
ตัวอย่างเช่น โรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมอาจต้องเผชิญต้นทุนในการซ่อมแซมทรัพย์สินและการหยุดชะงักของสายการผลิต ขณะที่ธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการกำหนดราคาคาร์บอนหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ IFRS S2 จึงกำหนดให้องค์กรเปิดเผยข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินได้ว่า ความเสี่ยงและโอกาสจาก Climate Change จะส่งผลต่อรายได้ ต้นทุน กระแสเงินสด และแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคตอย่างไร
Carbon Footprint เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ IFRS S2

หลายองค์กรเริ่มต้นจากการจัดทำ Carbon Footprint ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพราะช่วยให้องค์กรทราบแหล่งกำเนิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 Scope 2 และ Scope 3 รวมถึงสามารถกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีข้อมูลรองรับ
อย่างไรก็ตาม IFRS S2 ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่กว้างกว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว โดยกำหนดให้องค์กรเปิดเผยข้อมูลภายใต้ 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Governance, Strategy, Risk Management และ Metrics & Targets
- Governance อธิบายว่า คณะกรรมการและผู้บริหารมีบทบาทในการกำกับดูแลประเด็นด้าน Climate อย่างไร มีการติดตามผลและกำหนดความรับผิดชอบไว้อย่างไร
- Strategy มุ่งเน้นการอธิบายว่า ความเสี่ยงและโอกาสจาก Climate Change ส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจ กลยุทธ์ และแผนการลงทุนขององค์กรอย่างไร รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
- Risk Management เปิดเผยกระบวนการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเชื่อมโยงกับระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร
- Metrics & Targets ครอบคลุมตัวชี้วัดและเป้าหมายด้าน Climate เช่น ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงาน และตัวชี้วัดอื่นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม
จะเห็นได้ว่า Carbon Footprint เป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลภายใต้หัวข้อ Metrics & Targets เท่านั้น ขณะที่ข้อกำหนดอีกหลายด้านยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลขององค์กร
องค์กรควรเริ่มเตรียมความพร้อมอย่างไร
สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับ IFRS S2 การจัดทำ Carbon Footprint ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด องค์กรควรประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร วิเคราะห์ทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) เช่น กฎหมายด้านคาร์บอน เทคโนโลยีใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตลาด
นอกจากนี้ ควรจัดทำระบบรวบรวมข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ กำหนดบทบาทของคณะกรรมการและผู้บริหารในการกำกับดูแลประเด็นด้าน Climate รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายที่สามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง
บทสรุป
IFRS S2 ไม่ใช่มาตรฐานที่มุ่งเน้นการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกรอบการเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และผลการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน
สำหรับองค์กรไทย การจัดทำ Carbon Footprint จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างฐานข้อมูลด้าน Climate แต่การเตรียมความพร้อมตาม IFRS S2 ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบการกำกับดูแล การประเมินความเสี่ยง และการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจควบคู่กันไป เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความครบถ้วน โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนระดับสากล





