ผู้บริหารวิเคราะห์วัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หรือ LCA (Life Cycle Assessment) เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นทำ CFP

LCA คืออะไร? ทำไมจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำ Carbon Footprint of Product (CFP)

หลายองค์กรที่เริ่มดำเนินงานด้าน Carbon Footprint of Product (CFP) มักพบว่าก่อนจะเริ่มคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่อง Life Cycle Assessment (LCA) เสียก่อน จึงเกิดคำถามที่พบได้บ่อยว่า “LCA คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำ CFP จริงหรือไม่?”

ซึ่ง CFP พัฒนาต่อยอดมาจากหลักการของ LCA โดยใช้วิธีการและข้อมูลชุดเดียวกัน เพียงแต่ CFP จะวิเคราะห์เฉพาะ ผลกระทบด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) เท่านั้น จึงอาจมองได้ว่า LCA คือรากฐานของการทำ CFP เพราะหากไม่มีแนวคิดและกระบวนการของ LCA การคำนวณ CFP ก็จะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากล

LCA คืออะไร?

Life Cycle Assessment (LCA) หรือ การประเมินวัฏจักรชีวิต คือวิธีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ตลอดทั้งวงจรชีวิต ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดหรือรีไซเคิลเมื่อหมดอายุการใช้งาน

การประเมินจะครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ได้แก่

1.  การได้มาซึ่งวัตถุดิบ (Raw Material Extraction)

  • การทำเหมือง
  • การเพาะปลูก
  • การผลิตวัตถุดิบตั้งต้น

2.  การผลิต (Manufacturing)

  • การใช้พลังงาน
  • การใช้เชื้อเพลิง
  • การใช้สารเคมี
  • การเกิดของเสีย

3.  การขนส่งและกระจายสินค้า (Transportation and Distribution)

  • รถบรรทุก
  • เรือ
  • รถไฟ
  • เครื่องบิน

4.  การใช้งานของผู้บริโภค (Use Phase)

  • ฝังกลบ
  • เผาทำลาย
  • รีไซเคิล
  • นำกลับมาใช้ใหม่

โดยจุดประสงค์ของ LCA ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคำนวณคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การใช้พลังงาน การใช้น้ำ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การเกิดฝนกรด (Acidification) การเกิดยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) เป็นต้น ถือได้ว่าการทำ LCA เป็นเครื่องมือที่มอง “ภาพรวม” ของผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งหมด

System Boundary คืออะไร? ทำไมต้องกำหนดให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ก่อนเริ่มเก็บข้อมูล ผู้จัดทำต้องกำหนดก่อนว่า “จะประเมินตั้งแต่จุดไหนถึงจุดไหน” ซึ่งเรียกว่า System Boundary (ขอบเขตการศึกษา)

ขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Goal and Scope Definition ตามหลัก LCA และถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อ

  • วิธีการเก็บข้อมูล
  • ผลการประเมิน CFP
  • การยื่นขอการรับรองกับ อบก.

หากกำหนดขอบเขตไม่ถูกต้อง อาจต้องกลับไปเก็บข้อมูลและคำนวณใหม่ ส่งผลให้เสียทั้งเวลาและต้นทุน โดยทั่วไป System Boundary แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

หน้าจอแสดง System Boundary เปรียบเทียบขอบเขต Cradle-to-Gate และ Cradle-to-Grave สำหรับประเมิน LCA

1.  Cradle-to-Grave (จากอู่สู่หลุม)

เป็นขอบเขตที่ครอบคลุม ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งานของผู้บริโภค ไปจนถึงการกำจัดหรือรีไซเคิลเมื่อหมดอายุการใช้งาน ถือเป็นขอบเขตที่ครอบคลุมมากที่สุด เพราะสะท้อนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งวงจรชีวิต

สำหรับการรับรอง CFP ของ อบก. ขอบเขตนี้มักใช้กับผลิตภัณฑ์ Business-to-Customer (B2C) หรือสินค้าที่จำหน่ายถึงผู้บริโภคโดยตรง เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ทั้งนี้ขอบเขตที่ต้องใช้จริงให้เป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่มผลิตภัณฑ์ (PCR) ที่ อบก. ประกาศสำหรับแต่ละประเภทสินค้า เนื่องจากผู้บริโภคเป็นผู้ใช้งานและเป็นผู้กำจัดผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงมักถูกกำหนดให้ประเมินผลกระทบครอบคลุมทั้งช่วงการใช้งานและการกำจัด เพื่อให้สะท้อนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ได้ครบถ้วน

2.  Cradle-to-Gate (จากอู่สู่ประตูโรงงาน)

ขอบเขตนี้ครอบคลุมตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ จนถึงการผลิตเสร็จและสินค้าพร้อมออกจากโรงงาน ไม่รวม

  • การขนส่งไปยังลูกค้า
  • การใช้งานของผลิตภัณฑ์
  • การกำจัดเมื่อหมดอายุการใช้งาน

ขอบเขตนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ Business-to-Business (B2B) เช่น

  • วัตถุดิบอุตสาหกรรม
  • ชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป
  • วัสดุก่อสร้าง

เนื่องจากผู้ผลิตไม่สามารถควบคุมหรือทราบข้อมูลการใช้งานและการกำจัดของผู้ใช้งานปลายทางได้ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงมักถูกกำหนดให้สิ้นสุดการประเมินที่ “หน้าประตูโรงงาน” ตาม PCR ของกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม หากผลิตภัณฑ์ B2B ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ B2C ค่าคาร์บอนแบบ Cradle-to-Gate จะถูกนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอน การได้มาซึ่งวัตถุดิบ ของผลิตภัณฑ์ B2C ดังนั้น จึงต้องระมัดระวัง การนับข้อมูลซ้ำ (Double Counting) ให้เหมาะสม

3.  Gate-to-Gate (จากประตูสู่ประตู)

เป็นการประเมินเฉพาะ กระบวนการผลิตช่วงใดช่วงหนึ่ง ภายในโรงงาน ตัวอย่าง เช่น ประเมินเฉพาะขั้นตอนแปรรูปวัตถุดิบ หรือเฉพาะไลน์การผลิตหนึ่งไลน์ รูปแบบนี้ ไม่ได้ใช้สำหรับการยื่นขอการรับรอง CFP โดยตรง แต่เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ระหว่างการจัดทำ Life Cycle Inventory (LCI) เพื่อวิเคราะห์ว่ากระบวนการใดเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด (Hotspot) เมื่อวิเคราะห์แต่ละกระบวนการเสร็จแล้ว จึงนำข้อมูลทั้งหมดมารวมเป็นการประเมินแบบ Cradle-to-Gate หรือ Cradle-to-Grave ต่อไป

4.  Cradle-to-Cradle (จากอู่สู่อู่)

เป็นแนวคิดที่ต่อยอดจาก Cradle-to-Grave โดยมองว่า เมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งานแล้ว วัสดุควรถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ แทนที่จะจบลงด้วยการฝังกลบหรือเผาทำลาย แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดการเกิดของเสีย

ปัจจุบัน อบก. ยังไม่ได้กำหนด Cradle-to-Cradle เป็นรูปแบบขอบเขตมาตรฐานสำหรับการรับรอง CFP แยกต่างหากจาก Cradle-to-Gate และ Cradle-to-Grave อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้สามารถนำมาพิจารณาในขั้นตอน End-of-Life ของการประเมินแบบ Cradle-to-Grave โดยเฉพาะกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีการรีไซเคิลหรือการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการคำนวณค่า Emission Factor ในช่วงปลายทาง

ทำไมการกำหนด System Boundary ให้ถูกต้องจึงสำคัญ?

การเลือกขอบเขตการประเมินไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ไม่ผ่านเกณฑ์การรับรองของ อบก. และต้องกลับไปแก้ไขหรือเก็บข้อมูลใหม่ เช่น

  • ผลิตภัณฑ์ B2C : หากประเมินเพียงแบบ Cradle-to-Gate จะถือว่าข้อมูลยังไม่ครบ เพราะยังขาดข้อมูลในช่วงการใช้งานและการจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน
  • ผลิตภัณฑ์ B2B : หากประเมินแบบ Cradle-to-Grave อาจต้องใช้ข้อมูลการใช้งานของลูกค้าปลายทาง ซึ่งผู้ผลิตมักไม่มีข้อมูล ทำให้ผลการประเมินมีความไม่แน่นอนสูง และอาจไม่สอดคล้องกับหลักการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ อบก. กำหนด
  • หากบริษัทผลิตทั้งสินค้า B2B และ B2C ในสายการผลิตเดียวกัน : ต้องกำหนดขอบเขตการประเมินของแต่ละผลิตภัณฑ์แยกจากกัน ไม่สามารถใช้ผลการประเมินชุดเดียวกันได้

System Boundary คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำ CFP เปรียบเสมือนการวางแบบแปลนก่อนสร้างบ้าน เพราะเป็นตัวกำหนดว่าต้องเก็บข้อมูลอะไร ประเมินกิจกรรมใดบ้าง และผลลัพธ์จะเป็นไปตามข้อกำหนดของ อบก. หรือไม่ หากกำหนดขอบเขตได้ถูกต้องตั้งแต่แรก การจัดทำ CFP ก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแก้ไขงานในภายหลัง และช่วยให้ผลการประเมินมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบย้อนกลับได้

แล้วทำไมองค์กรควรเข้าใจ LCA ก่อนทำ CFP?

ทีมงานวิเคราะห์ข้อมูล LCA Analysis เพื่อเตรียมประเมินและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP)

การทำความเข้าใจ LCA ก่อนเริ่มจัดทำ CFP จะช่วยให้องค์กรวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโครงการ โดยช่วยให้สามารถ

  • วางแผนการเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ
  • กำหนดขอบเขตการศึกษาให้เหมาะสมกับประเภทผลิตภัณฑ์ (B2B หรือ B2C)
  • ลดความผิดพลาดในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • ระบุแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญได้อย่างแม่นยำ
  • ลดเวลาและต้นทุนในการดำเนินโครงการ
  • เตรียมความพร้อมสำหรับการขอรับรอง Carbon Footprint of Product (CFP)
  • ต่อยอดสู่การจัดทำ Life Cycle Assessment (LCA) แบบเต็มรูปแบบ หรือ Environmental Product Declaration (EPD) ได้ในอนาคต

กล่าวได้ว่า ยิ่งเข้าใจหลักการของ LCA มากเท่าไร การจัดทำ CFP ก็ยิ่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้น

การประยุกต์ใช้ในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย การขึ้นทะเบียน Carbon Footprint of Product (CFP) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ยังคงอ้างอิงหลักการของ LCA เป็นพื้นฐานในการประเมิน

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องกำหนด System Boundary ให้สอดคล้องกับประเภทของผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไป

  • ผลิตภัณฑ์ B2B ใช้ขอบเขต Cradle-to-Gate
  • ผลิตภัณฑ์ B2C ใช้ขอบเขต Cradle-to-Grave

นอกจากนี้ ยังต้องรวบรวมข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เลือกใช้ Emission Factor ที่ได้รับการยอมรับ และผ่านการทวนสอบตามหลักเกณฑ์ของ อบก. ก่อนยื่นขอการรับรอง

แม้องค์กรจะมีเป้าหมายเพียงการขอฉลาก CFP แต่ในทางปฏิบัติ ทุกขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดขอบเขต การเก็บข้อมูล ไปจนถึงการคำนวณและการแปลผล ล้วนใช้หลักการเดียวกับ LCA ทั้งสิ้น หากวางรากฐานตั้งแต่ต้นได้ถูกต้อง การจัดทำ CFP ก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น ลดการแก้ไขข้อมูล และช่วยให้การทวนสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

บทสรุป

หากย้อนกลับไปที่คำถามว่า “LCA คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำ CFP จริงหรือไม่?” คำตอบคือ “จริง”

LCA เป็นกรอบการประเมินที่กำหนดวิธีคิด วิธีเก็บข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ส่วน CFP เป็นการนำหลักการเดียวกันมาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งเน้นการประเมินเฉพาะ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามมาตรฐาน ISO 14067

ขณะเดียวกัน การกำหนด System Boundary ไม่ว่าจะเป็น Cradle-to-Gate สำหรับผลิตภัณฑ์ B2B หรือ Cradle-to-Grave สำหรับผลิตภัณฑ์ B2C ก็ล้วนมีที่มาจากหลักการของ LCA และเป็นข้อกำหนดสำคัญที่ อบก. ใช้ในการประเมินผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

การเข้าใจ LCA จึงไม่ได้ช่วยเพียงให้การจัดทำ CFP เป็นไปอย่างถูกต้องตามมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กรมองเห็นโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทาง พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในอนาคต