หลายคนที่เริ่มทำ Carbon Footprint for Organization (CFO) มักสะดุดตรงคำถามเดียวกันเสมอ “ทำไมเราต้องนับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของซัพพลายเออร์ ของบริษัทขนส่ง หรือแม้แต่ของลูกค้าที่ซื้อสินค้าเราไปใช้ ทั้งที่เราไม่ได้เป็นคนปล่อยเอง?”
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโดยสัญชาตญาณ เรามักคิดว่า “ความรับผิดชอบ” ควรอยู่ที่คนลงมือทำเท่านั้น แต่ในโลกของการบัญชีก๊าซเรือนกระจก หลักคิดนี้ถูกออกแบบมาต่างออกไป — และเป็นความต่างที่มีเหตุผลรองรับชัดเจน
ทำความเข้าใจความแตกต่างจาก Scope 1 , Scope 2 และ Scope 3
การแบ่ง Scope 1, 2, 3 เป็นกรอบที่มาจาก GHG Protocol Corporate Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทั้ง อบก. (TGO) และ ISO 14064-1 ใช้อ้างอิงร่วมกัน หลักการแบ่งไม่ได้ดูที่ “ใครปล่อยจริง” แต่ดูที่ “ใครเป็นคนควบคุมหรือเป็นเจ้าของแหล่งปล่อย”
- Scope 1 คือการปล่อยทางตรงจากแหล่งที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมเอง เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถบริษัท
- Scope 2 คือการปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้ เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ
- Scope 3 คือการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น “นอกรั้วองค์กร” แต่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของธุรกิจเรา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แบ่งย่อยได้ถึง 15 Categories เช่น การซื้อวัตถุดิบ การขนส่งสินค้า การเดินทางเพื่อธุรกิจ ไปจนถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์ของลูกค้าหลังการขาย
พูดง่าย ๆ คือ Scope 1-2 ตอบคำถามว่า “โรงงานเราปล่อยเท่าไหร่” ส่วน Scope 3 ตอบคำถามว่า “สินค้าหรือบริการของเราสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งวงจรชีวิตเท่าไหร่”
ทำไม Scope 3 จึงครอบคลุมการปล่อยที่เกิดขึ้นนอกองค์กร
เหตุผลหลักคือ “ความรับผิดชอบตามอิทธิพลทางธุรกิจ” ไม่ใช่ “ความรับผิดชอบตามการลงมือปล่อยเอง”
ตัวอย่าง: โรงงานผลิตเหล็กม้วนขายให้โรงงานผลิตรถยนต์นำไปปั๊มขึ้นรูป แม้โรงงานเหล็กไม่ได้ปล่อยก๊าซตอนแปรรูปต่อ แต่มีอิทธิพลโดยตรงต่อคาร์บอนที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ เช่น
- การเลือกซัพพลายเออร์ที่ปล่อยน้อยกว่า
- การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ประหยัดพลังงานกว่า
- การเลือกช่องทางขนส่งที่ปล่อยน้อยกว่า
คือเหตุผลที่มาตรฐานสากลกำหนดให้ต้องนับ Scope 3 เนื่องจาก องค์กรมี “อำนาจต่อรอง” แม้จะไม่ได้ลงมือปล่อยเอง และ Scope 3 มักคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมด โดยเฉพาะธุรกิจบริการหรือค้าปลีกที่ไม่ใช่โรงงาน
แม้ปัจจุบันการนับ Scope 3 ในบริบทของ CFO ยังมีลักษณะเป็นความสมัครใจในหลายกรณี แต่ก็เป็นทิศทางที่ อบก. ผลักดันให้องค์กรทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีข้อมูล Scope 3 ที่ครบถ้วนคือกุญแจสำคัญของการตั้งเป้าลดคาร์บอนที่สมจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยงามจากขอบเขตที่แคบเกินไป
ประโยชน์ของ Scope 3 ที่มากกว่าการรายงานคาร์บอน
1. การจัดทำ Scope 3 ต่อการบริหารจัดการองค์กร
การจัดทำข้อมูล Scope 3 ไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนการรายงานคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เช่น
- มองเห็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดต้นทุน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- เสริมสร้างความน่าเชื่อถือด้าน ESG ต่อผู้ลงทุน ลูกค้า และคู่ค้า
- เตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดและความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น
2. Scope 3 กับบทบาทในการคัดเลือกคู่ค้าในอนาคต

บริษัทข้ามชาติและองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากเริ่มกำหนดให้คู่ค้าเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็น Scope 3 Category 1 (Purchased Goods & Services) ขององค์กรผู้ซื้อ หรือกล่าวได้ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเรา อาจกลายเป็น Scope 3 ของลูกค้า ดังนั้น องค์กรที่มีข้อมูลคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ และมีแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ย่อมมีความพร้อมในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและคู่ค้าได้ดีกว่า โดยเฉพาะธุรกิจที่ดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานระดับสากล
3. Scope 3 กับการสนับสนุนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกผ่าน NDC 3.0 พร้อมเร่งเป้าหมายสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero ให้เร็วขึ้น การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้องจากภาคธุรกิจ การจัดทำข้อมูล Scope 3 จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ภาครัฐมีข้อมูลสำหรับติดตามความก้าวหน้าและกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหตุใดองค์กรจึงควรเริ่มจัดทำ Scope 3 ตั้งแต่วันนี้
![]()
แม้ในปัจจุบันหลายองค์กรยังไม่ได้มีข้อกำหนดให้รายงาน Scope 3 ในทุกกรณี แต่แนวโน้มของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ล้วนให้ความสำคัญกับข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่ามากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ IFRS Sustainability Disclosure Standards (IFRS S2) ซึ่งกำหนดให้กิจการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยหาก Scope 3 มีนัยสำคัญ (Material) ต่อการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ กิจการควรเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศ ในประเทศไทยเองอาจต้องติดตามมาตรการเปิดเผยด้าน Climate จาก ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การรายงานในอนาคต
นอกจากนี้ องค์กรที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero มักจำเป็นต้องประเมินและจัดทำข้อมูล Scope 3 (หรือ Category 3-6 ตามมาตรฐาน ISO 14064-1) ดังนั้น การจะเดินหน้าสู่ Net Zero ที่แท้จริงและได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเริ่มเก็บข้อมูลและบริหารจัดการ Scope 3 อย่างจริงจัง
บทสรุป
จากปัจจัยผลักดันหลายด้าน ทั้งการเร่งเป้าหมาย NDC 3.0 ของประเทศ ข้อกำหนดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล ESG มากขึ้น และแรงกดดันจากคู่ค้าต่างประเทศผ่านมาตรการอย่าง CBAM แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือองค์กรจำนวนมากเริ่มขยายขอบเขตการรายงานจาก Scope 1-2 ไปสู่ Scope 1-2-3 อย่างครบถ้วนมากขึ้น
องค์กรที่เริ่มเก็บข้อมูล Scope 3 ตั้งแต่วันนี้ ไม่ได้เพียงเตรียมพร้อมสำหรับการจัดทำ CFO แต่ยังช่วยรองรับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน และตอบสนองต่อความคาดหวังของนักลงทุนและคู่ค้าในอนาคต





