ทำความรู้จักมาตรฐานสำคัญที่กำลังเปลี่ยนวิธีประเมินธุรกิจสีเขียวของประเทศไทย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า Green Finance, Sustainable Finance, ESG และ Net Zero กลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลก
ประเทศไทยเองกำลังพัฒนากลไกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Thailand Taxonomy หรือมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
Thailand Taxonomy ไม่ใช่ “ภาษีสีเขียว” และไม่ได้หมายความว่าบริษัททุกแห่งจะต้องขอใบรับรองหรือปฏิบัติตาม Taxonomy โดยอัตโนมัติ แต่เป็น มาตรฐานกลางสำหรับใช้จำแนกและประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และบริบทของประเทศไทยเป็นพื้นฐาน
ในปี 2026 Thailand Taxonomy มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ต้องการเข้าถึง Sustainable Finance, Green Finance, ESG Investment หรือกำลังเตรียมตัวรับข้อกำหนดด้าน Climate และการเปิดเผยข้อมูลในอนาคต
Thailand Taxonomy คืออะไร?
Thailand Taxonomy คือมาตรฐานกลางที่ใช้ในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย แนวคิดสำคัญคือการสร้าง “ภาษากลาง” ระหว่าง
ภาคธุรกิจ → ภาคการเงิน → นักลงทุน → หน่วยงานกำกับดูแล
เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้เกณฑ์เดียวกันในการพิจารณาว่ากิจกรรมใดเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทต้องการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด หรือโรงงานต้องการขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Thailand Taxonomy สามารถใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการประเมินว่ากิจกรรมนั้นมีความสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่
Thailand Taxonomy ไม่ใช่ “ภาษี”
ชื่อว่า Taxonomy อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับภาษี แต่ในความเป็นจริงคำว่า Taxonomy หมายถึง ระบบการจำแนกหรือจัดหมวดหมู่
ดังนั้น Thailand Taxonomy ≠ ภาษี แต่เป็น Classification System สำหรับจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามความสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม จุดประสงค์สำคัญคือช่วยให้ตลาดการเงินสามารถแยกแยะได้ว่าเงินทุนกำลังถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมประเภทใด และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินและวางแผนการเปลี่ยนผ่านของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเองได้อย่างเป็นระบบ
Thailand Taxonomy ล่าสุดในปี 2026 มีอะไรบ้าง?
Thailand Taxonomy ถูกพัฒนาเป็นระยะ
Phase 1 เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2023 ครอบคลุม 2 ภาคเศรษฐกิจ ได้แก่
- Energy
- Transportation
Phase 2 ซึ่งเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2025 ได้ขยายขอบเขตเพิ่มเติมอีก 4 ภาคเศรษฐกิจ ได้แก่
- Agriculture
- Construction & Real Estate
- Manufacturing
- Waste Management
ทำให้ปัจจุบัน Thailand Taxonomy ครอบคลุมทั้งหมด 6 ภาคเศรษฐกิจ ซึ่งรวมกันคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ GDP ไทย แต่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงกว่า 90% ของทั้งประเทศ
Thailand Taxonomy มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง?
Thailand Taxonomy Phase 2 ครอบคลุมวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่
- Climate Change Mitigation การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- Climate Change Adaptation การปรับตัวและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- Sustainable Use and Protection of Water and Marine Resources การใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
- Circular Economy การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
- Pollution Prevention and Control การป้องกันและควบคุมมลพิษ
- Protection and Restoration of Biodiversity and Ecosystems การอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ
ดังนั้น Thailand Taxonomy ไม่ได้มองเฉพาะเรื่อง Carbon Footprint เท่านั้น แต่ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขึ้นอย่างไรก็ตาม สำหรับองค์กรที่กำลังเริ่มต้นเตรียมความพร้อม Climate Change Mitigation ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แล้วกิจกรรมของบริษัทจะถูกจัดว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ได้อย่างไร?
หัวใจของ Thailand Taxonomy ไม่ใช่เพียงการดูว่ากิจกรรมนั้น “สีเขียว” หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยหลักการสำคัญประกอบด้วย 3 ส่วน
- Substantial Contribution : กิจกรรมต้องมีส่วนช่วยอย่างมีนัยสำคัญต่อวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยหนึ่งข้อ ตัวอย่างเช่น กิจกรรมที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ อาจเข้าข่ายการสนับสนุนเป้าหมายด้าน Climate Change Mitigation
- Do No Significant Harm (DNSH) : กิจกรรมต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นที่เกี่ยวข้อง พูดง่าย ๆ คือการเป็นกิจกรรมสีเขียวด้านหนึ่ง ไม่ควรแลกมาด้วยการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญในอีกด้านหนึ่ง ตัวอย่างเช่น โครงการหนึ่งสามารถลดการปล่อย CO₂ ได้ แต่หากกระบวนการเดียวกันสร้างผลกระทบต่อแหล่งน้ำอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจไม่สามารถพิจารณาว่าเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับ Taxonomy ได้โดยอัตโนมัติ
- Minimum Social Safeguards (MSS) : กิจกรรมต้องมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักประกันด้านสังคมขั้นต่ำ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักการและอนุสัญญาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงการมีระบบบริหารจัดการด้านสังคมที่เหมาะสม ดังนั้น การประเมิน Thailand Taxonomy จึงไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลข Carbon Footprint แต่ต้องพิจารณาทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม
Traffic Light System คืออะไร?
หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญของ Thailand Taxonomy คือการจัดประเภทกิจกรรมตามระดับการเปลี่ยนผ่าน โดยสามารถมองในลักษณะของ Traffic Light System

Green กิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับที่กำหนด
Amber กิจกรรมที่อาจยังไม่ใช่กิจกรรมสีเขียวในระดับสูงสุด แต่มีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านไปสู่กิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
Red กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนด หรือมีการปล่อย/ผลกระทบในระดับที่ไม่สามารถจัดอยู่ในกิจกรรมที่สอดคล้องกับ Taxonomy ได้
สิ่งสำคัญคือ Amber ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ดี” แต่สะท้อนแนวคิดเรื่อง Transition ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศไทย เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมยังไม่สามารถเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำได้ทันที
Thailand Taxonomy เกี่ยวข้องกับ Carbon Footprint อย่างไร?
นี่คือประเด็นที่สำคัญสำหรับองค์กร การประเมินตาม Thailand Taxonomy โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change Mitigation จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและข้อมูลทางเทคนิคที่เหมาะสม
ในหลายกิจกรรม ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการประเมิน ตัวอย่างข้อมูลที่องค์กรควรมี ได้แก่
- ปริมาณการใช้ไฟฟ้า
- ปริมาณการใช้เชื้อเพลิง
- ปริมาณการผลิต
- Activity Data
- Emission Factor
- ปริมาณ GHG Emissions
- Energy Intensity
- Carbon Intensity
- ข้อมูลเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต
Carbon Footprint จึงเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถประเมินและจัดเตรียมข้อมูลเพื่อรองรับการประยุกต์ใช้ Thailand Taxonomy ได้อย่างเป็นระบบ
Thailand Taxonomy เกี่ยวข้องกับการเงินขององค์กรอย่างไร?
Thailand Taxonomy ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Reference Tool ให้ภาคการเงินสามารถประเมินกิจกรรมของลูกค้าและพิจารณาการสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสมได้
ในอนาคตข้อมูลที่สอดคล้องกับ Taxonomy อาจมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับองค์กรที่ต้องการ
- Green Loan
- Sustainability-linked Finance
- Sustainable Investment
- Green Bond
- Transition Finance
ดังนั้น Thailand Taxonomy จึงไม่ได้เป็นเรื่องของฝ่าย Sustainability เพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถเชื่อมโยงกับ
Sustainability → Finance → Investment → Risk Management → Business Strategy
บริษัทจำเป็นต้องทำ Thailand Taxonomy หรือไม่?
คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายองค์กรเข้าใจผิด
Thailand Taxonomy ไม่ใช่ข้อกำหนดที่หมายความว่าทุกบริษัทต้องนำไปประเมินกิจกรรมของตนเองทันที
ปัจจุบัน Taxonomy มีลักษณะเป็นมาตรฐานกลาง/เครื่องมืออ้างอิง สำหรับสนับสนุนการจำแนกกิจกรรมและการพัฒนา Sustainable Finance โดย ธปท. ระบุถึงการส่งเสริมให้เกิดการนำ Taxonomy ไปใช้ในภาคการเงินและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่ควรมองว่า “ยังไม่บังคับ = ยังไม่ต้องทำอะไร” เพราะข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน Taxonomy สามารถเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่องค์กรควรมีอยู่แล้ว เช่น
- Carbon Footprint
- Energy Consumption
- GHG Emissions
- Production Data
- Environmental Data
- Climate Risk Data
การเริ่มจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้จึงช่วยลดภาระในการเตรียมตัวในอนาคต
ใครบ้างที่ควรเริ่มเตรียมตัว?
- บริษัทที่ต้องการ Green Finance : หากองค์กรมีแผนขอสินเชื่อสีเขียวหรือหาแหล่งเงินทุนด้านความยั่งยืน ควรเริ่มทำความเข้าใจ Taxonomy ตั้งแต่ต้น
- บริษัทในอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ Taxonomy : โดยเฉพาะ
- Energy
- Transportation
- Agriculture
- Construction & Real Estate
- Manufacturing
- Waste Management
ซึ่งเป็น 6 ภาคเศรษฐกิจที่อยู่ใน Thailand Taxonomy ปัจจุบัน
- บริษัทที่มีเป้าหมาย Net Zero : Taxonomy สามารถช่วยให้องค์กรเชื่อมโยงเป้าหมายการลด GHG กับการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน
- บริษัทที่อยู่ใน Supply Chain ขององค์กรขนาดใหญ่ : แม้ไม่ได้ใช้ Taxonomy โดยตรง แต่มีโอกาสถูกขอข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและ Carbon Footprint จากลูกค้า
แล้วองค์กรต้องทำอะไร? 7 Steps เตรียมความพร้อม Thailand Taxonomy

แม้ Taxonomy จะยังไม่ใช่ข้อบังคับ แต่หากบริษัทต้องการ Green Finance หรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมหลัก องค์กรสามารถเริ่มต้นเตรียมความพร้อมได้จาก 7 ขั้นตอนต่อไปนี้:
- Step 1: Identify ระบุว่าบริษัทมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดบ้าง และอยู่ในภาคใดของ Taxonomy
- Step 2: Map จับคู่กิจกรรมของบริษัทกับกิจกรรมที่ระบุไว้ใน Taxonomy
- Step 3: Collect Data รวบรวมข้อมูลที่จำเป็น เช่น พลังงาน เชื้อเพลิง การผลิต วัตถุดิบ เทคโนโลยี และ GHG Emissions
- Step 4: Calculate Carbon Footprint จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและคำนวณ Carbon Footprint เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นระบบและตรวจสอบย้อนกลับได้
- Step 5: Assess ประเมินกิจกรรมตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (Substantial Contribution, DNSH, MSS)
- Step 6: Identify Transition Opportunity พิจารณาว่ามีโอกาสปรับปรุงหรือเปลี่ยนผ่านอย่างไร หากกิจกรรมยังไม่สอดคล้องกับเกณฑ์
- Step 7: Develop Action Plan จัดทำแผนดำเนินงานและกำหนดเป้าหมายระยะสั้น กลาง และยาว
Thailand Taxonomy กับ Net Zero
ประเทศไทยมีเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero GHG Emissions ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ปรับเลื่อนให้เร็วขึ้นจากเดิม โดยในการประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ประเทศไทยได้ประกาศเลื่อนเป้าหมาย Net Zero จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 (เร็วขึ้น 15 ปี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ NDC ฉบับที่ 3 ที่ยื่นเมื่อเดือนตุลาคม 2025 และ Thailand Taxonomy เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
สำหรับองค์กร การเดินทางสู่ Net Zero ไม่ได้หมายถึงเพียงการซื้อ Carbon Credit เพื่อชดเชยการปล่อย แต่จำเป็นต้องเริ่มจาก
Measure → Analyze → Reduce → Transition → Monitor
Thailand Taxonomy สามารถเข้ามาช่วยในส่วนของการเชื่อมโยงว่า
กิจกรรมทางธุรกิจขององค์กรในปัจจุบันอยู่ตรงไหน และต้องเปลี่ยนผ่านไปทางไหนเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
Thailand Taxonomy, Carbon Footprint และ ESG เชื่อมโยงกันอย่างไร?
สามารถมองภาพรวมได้ดังนี้
Thailand Taxonomy
↓ กำหนดกรอบว่า “กิจกรรมใดสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม”
Carbon Footprint / GHG Inventory
↓ ให้ข้อมูลว่า “องค์กรปล่อย GHG เท่าไร และปล่อยจากที่ใด”
Climate Risk Assessment
↓ ประเมินว่า “Climate Change ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร”
Net Zero Roadmap
↓ กำหนดว่า “องค์กรจะลดการปล่อยอย่างไร”
Sustainable Finance
↓ เชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับ “การลงทุนและแหล่งเงินทุน”
ดังนั้นทั้ง 5 ส่วนสามารถทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียวกันได้
บทสรุป
Thailand Taxonomy ไม่ใช่เรื่องของ “ฝ่ายสิ่งแวดล้อม” เพียงอย่างเดียว
Thailand Taxonomy กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยไปสู่ความยั่งยืน
หลังการเผยแพร่ Phase 2 ในปี 2025 ขอบเขตของ Thailand Taxonomy ได้ขยายจากพลังงานและขนส่ง ไปครอบคลุมเกษตร ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ การผลิต และการจัดการของเสีย ทำให้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายมากขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่ควรทำในปี 2026 ไม่ใช่เพียงการถามว่า “Thailand Taxonomy บังคับบริษัทเราหรือไม่?” แต่ควรถามว่า “เรามีข้อมูลและระบบที่พร้อมสำหรับการประเมินกิจกรรมขององค์กรตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้วหรือยัง?”
การเริ่มต้นจาก Carbon Footprint, GHG Inventory, Energy Data และ Activity Data จะช่วยให้องค์กรมีฐานข้อมูลที่สามารถต่อยอดไปสู่การประเมิน Taxonomy, Climate Risk, ESG Reporting และ Net Zero Strategy ได้
ให้ Carbon Data ของคุณพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การเตรียมความพร้อมด้าน Thailand Taxonomy ไม่ได้เริ่มจากการอ่านเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบย้อนกลับได้
บริษัทของเราพร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนองค์กรในด้าน
- Carbon Footprint for Organization (CFO)
- Carbon Footprint of Product (CFP)
- GHG Inventory
- Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
- Carbon Accounting
- การวิเคราะห์แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การจัดทำ Carbon Reduction Roadmap
- Net Zero Roadmap
- การเตรียมข้อมูลด้าน Climate และ Sustainability
เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนจาก “การเก็บข้อมูลคาร์บอน” ไปสู่ “การใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและการเปลี่ยนผ่าน” ได้อย่างเป็นระบบ





